วันจันทร์ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

ความสัมพันธ์ระหว่างกฎหมายระหว่างประเทศและกฎหมายภายใน
ความสัมพันธ์ระหว่างกฎหมายระหว่างประเทศและกฎหมายภายใน  มีทฤษฎีที่เกี่ยวกับเรื่องนี้อยู่  2  ทฤษฎี  คือ  ทฤษฎีทวินิยม  (Dualism)  กับ  ทฤษฎีเอกนิยม  (Monism)
            ทฤษฎีทวินิยม
            ทฤษฎีนี้มีความเห็นว่ากฎหมายระหว่างประเทศและกฎหมายภายในมีลักษณะแตกต่างกัน ออเป็นกฎหมายคนละระบบไม่มีความเกี้ยวข้องซึ่งกันและกันและจะแยกออกจากกันโดย เด็ดขาด  รวมทั้งมีสถานะที่เท่าเทียมกัน  ดังนั้นกฎหมายระหว่างประเทศไม่อาจที่จะแก้ไขหรือเปลี่ยนแปลงกฎหมายภายในได้  และในทางตรงกันข้ามกฎหมายภาในก็ไม่สามารถที่จะแก้ไขหรือเปลี่ยนแปลงกฎหมาย ภายในได้เช่นเดียวกันทั้งนี้ผู้ที่สนับสนุนแนวความคิดตามทฤษฎีนี้ให้เหตุผล ว่า
            1.บ่อเกิดหรือที่มาของกฎหมายทั้งสองระบบนี้แตกต่างกัน  โดยที่กฎหมายก่อกำเนิดมาจากขนบธรรมเนียมประเพณีที่มีวัฒนาการภายในรัฐ  หรือเกิดจากการบัญญัติขึ้นมาโดยตรงจากองค์กรทางกฎหมายของรัฐ  หรืออาจกล่าวได้อีกในหนึ่งว่ากฎหมายภายในมีกำเนิดมาจากเจตจำนงแต่ฝ่ายเดียว ของรัฐเท่านั้น  ขณะที่กฎหมายระหว่างประเทศก่อกำเนิดมาจากจารีตประเพณีที่ปฏิบัติกันอยู่ ระหว่างสังคมนานาประเทศ  และจากสนธิสัญญาที่ตกลงยินยอมลงนามเพื่อให้มีผลบังคับใช้รวมกันซึ่งปรากฏให้ เห็นถึงการแสดงเจตจำนงร่วมกันระหว่างรัฐนั่นเอง
            2.การกำหนดความสัมพันธ์ระหว่างกฎหมายระหว่างประเทศ  มีความม่งหมายระหว่างรัฐต่อรัฐ  หรือระหว่ารัฐต่อองค์กรระหว่างประเทศ  หรือระหว่างองค์กรระหว่างประเทศด้วยกันเองส่วนกฎหมายภายในมีจุดมุ่งหมายที่ จะกำหนดความสัมพันธ์ระหว่างเอกชนกับรัฐ  หรือเอกชนด้วยกันเองภายในรัฐเท่านั้น
            3.โครงสร้างระหว่างกฎหมายภายในกับกฎหมายระหว่างประเทศแตกต่างกัน  โดยที่กฎหมายภายในมีองค์กรต่าง ๆ  เพื่อดำเนินการให้มีลักษณะบังคับให้เป็นไปตามกฎหมายได้  ส่วนกฎหมายระหว่างประเทศขาดกลไกดังกล่าว  มีแต่เพียงบทบาทของรัฐเท่านั้นที่เกี่ยวข้องกับการบังคับให้เป็นไปตามกฎหมาย ได้อย่างมีประสิทธิภพ
            ผลทางกฎหมายกรณีที่กฎหมายทั้งสองระบบมีความขัดแย้งกัน
            รัฐในฐานะที่เป็นบุคคลในกฎหมายระหว่างประเทศและฐานะที่เป็นผู้กำหนดกฎเกณฑ์ ของกฎหมายภายในต้องแยกความรับผิดชอบจากกัน  คือ  ถ้ากฎหมายภายในที่ขัดต่อกฎหมายระหว่างประเทศก็สามารถบังคับใช้ได้ตามกฎหมาย ของตนต่อประชาชนภายในรัฐโดยไม่ต้องเปลี่ยนแปลงหรือแก้ไขแต่อย่างใด  แต่ถ้าการบังคับใช้ตามกฎหมายของตนนั้นก่อให้เกิดความเสียหายหรือละเมิดต่อ รัฐอื่น  รัฐในฐานะบุคคลตามกฎหมายระหว่างประเทศจะต้องรับผิดชอบ
            การดำเนินกรเพื่อให้กฎหมายระหว่างประเทศมีผลใช้บังคับภายใน
            เนื่องจากกฎหมายระหว่างประเทศนี้แยกจากกันโดยเด็ดขาด  ดังนั้นการที่จะทำให้กฎหมายระหว่างประเทศสามารถบังคับใช้ภายในประเทศได้  จะต้องดำเนินการเปลี่ยนหรือแปลงรูปเป็นกฎหมายภายในเสียก่อน  กระบวนการเปลี่ยนกฎหมายระหว่างประเทศให้เป็นกฎหมายภายใน  เช่น  การประกาศรับสนธิสัญญา  การออกกฎหมายรับรองผลของสนธิสัญญา  เป็นต้น

            ทฤษฎีเอกนิยม
            ทฤษฎีนี้คือ  หลักเอกภาพ  (Unity)  ของกฎเกณฑ์แห่งกฎหมายทั้งหลาย  โดยที่ไม่เห็นว่ากฎหมายระหว่างประเทศและกฎหมายภายในมีความแตกต่างกันอย่าง สิ้นเชิง  แต่เป็นกฎหมายที่มีการประสานสอดคล้องกันตามลำดับสูงต่ำ  ทั้งนี้ผู้สนับสนุนทฤษฎีนี้ให้เหตุผลว่ากฎหมายทั้งปวงมีเจตนารมณ์ทำนองเดียว กันเพื่อที่กำหนดระเบียบ  หรือกฎเกณฑ์สำหรับการอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข  ไม่ว่าจะเป็นสังคมมนุษย์หรือสังคมระหว่างประเทศตาม  แต่สิ่งที่สนับสนุนแนวความคิด  ตามทฤษฎีนี้ไม่เห็นพ้องต้องกันก็คือ  กฎหมายใดมีค่าบังคับสูงกว่ากฎหมายระหว่างประเทศ  กลุ่มนี้ให้ความสำคัญยิ่งต่อความมีอำนาจอธิปไตยของรัฐจึงไม่มีผู้ใดมาบังคับ รัฐได้นอกจากรัฐจะยินยอมเอง  ดังนั้นการที่กฎหมายระหว่างประเทศจะสามารบังคับใช้ต่อรัฐได้ก็เพราะว่ารัฐ นั้นมีเจตนายินยอมปฏิบัติตามกฎหมายระหว่างประเทศนั้น  เช่น  การเข้าเป็นภาคีของสนธิสัญญาต่าง ๆ  เป็นต้น  รวมทั้งกฎเกณฑ์ตามกฎหมายรัฐธรรมนูญโดยทั่วไปจะกำหนดข้อผูกพันต่างๆ  ในการอนุญาตให้รัฐกระทำความตกลงระหว่างประเทศเอาไว้ด้วย  ดั้งนั้นตามความเห็นของกลุ่มนี้ถือว่าเกี่ยวกับเรื่องภายในรัฐ  กฎหมายภายในยอมมีผลบังคับเหนือกว่ากฎหมายระหว่างประเทศ  ถ้ากฎหมายทั้งสองขัดกันจะเลือกปฏิบัติตามกฎหมายภายใน
            ฝ่ายที่เห็นว่ากฎหมายระหว่างประเทศมีค่าบังคับสูงกว่ากฎหมายภายใน  ฝ่ายนี้มีความเห็นว่ารัฐทุกรัฐไม่ว่าจะเป็นรัฐเล็กหรือรัฐใหญ่ก็ตาม  มีความเสมอภาคกันทางกฎหมาย  และในสังคมระหว่างประเทศจะต้องมีกฎเกณฑ์เพื่อกำหนดขอบเขตอำนาจของรัฐ  ซึ่งสามารถใช้บังคับได้แก่ทุกรัฐ  และไม่มีรัฐใดมีสิทธิทางกฎหมายดีกว่ารัฐอื่น  ซึ่งกฎเกณฑ์เหล่านี้ย่อมมีค่าบังคับเหนือรัฐต่าง ๆ  และเหนือกว่ากฎหมายภายในของรัฐด้วยกัน  ทั้งนี้ย่อมให้เหตุผลว่ากฎหมายย่อมมีลำดับขั้นตอนจากสูงไปต่ำ  ซึ่งการที่ถือว่ากฎหมายระหว่างประเทศอยู่ในฐานะที่สูงกว่ากฎหมายภายในย่อม ก่อให้เกิดประสิทธิภพในการบังคับใช้กฎหมายระหว่างประเทศได้อย่างมากผลที่ตาม มาของความเห็นกลุ่มนี้ทำให้กฎหมายระหว่างประเทศสามารถเข้ามามีผลใช้บังคับ ภายในรัฐได้โดยไม่จำเป็นต้องผ่านการกระบวนการแปลงรูปกฎหมายแต่อย่างใด  ซึ่งปัจจุบันนี้แนวความคิดของกลุ่มนี้ได้เป็นที่ยอมรับโดยทั่วไป