ความสัมพันธ์ระหว่างกฎหมายระหว่างประเทศและกฎหมายภายใน
ความสัมพันธ์ระหว่างกฎหมายระหว่างประเทศและกฎหมายภายใน มีทฤษฎีที่เกี่ยวกับเรื่องนี้อยู่ 2 ทฤษฎี คือ ทฤษฎีทวินิยม (Dualism) กับ ทฤษฎีเอกนิยม (Monism)
ทฤษฎีทวินิยม
ทฤษฎีนี้มีความเห็นว่ากฎหมายระหว่างประเทศและกฎหมายภายในมีลักษณะแตกต่างกัน
ออเป็นกฎหมายคนละระบบไม่มีความเกี้ยวข้องซึ่งกันและกันและจะแยกออกจากกันโดย
เด็ดขาด รวมทั้งมีสถานะที่เท่าเทียมกัน
ดังนั้นกฎหมายระหว่างประเทศไม่อาจที่จะแก้ไขหรือเปลี่ยนแปลงกฎหมายภายในได้
และในทางตรงกันข้ามกฎหมายภาในก็ไม่สามารถที่จะแก้ไขหรือเปลี่ยนแปลงกฎหมาย
ภายในได้เช่นเดียวกันทั้งนี้ผู้ที่สนับสนุนแนวความคิดตามทฤษฎีนี้ให้เหตุผล
ว่า
1.บ่อเกิดหรือที่มาของกฎหมายทั้งสองระบบนี้แตกต่างกัน
โดยที่กฎหมายก่อกำเนิดมาจากขนบธรรมเนียมประเพณีที่มีวัฒนาการภายในรัฐ
หรือเกิดจากการบัญญัติขึ้นมาโดยตรงจากองค์กรทางกฎหมายของรัฐ
หรืออาจกล่าวได้อีกในหนึ่งว่ากฎหมายภายในมีกำเนิดมาจากเจตจำนงแต่ฝ่ายเดียว
ของรัฐเท่านั้น
ขณะที่กฎหมายระหว่างประเทศก่อกำเนิดมาจากจารีตประเพณีที่ปฏิบัติกันอยู่
ระหว่างสังคมนานาประเทศ
และจากสนธิสัญญาที่ตกลงยินยอมลงนามเพื่อให้มีผลบังคับใช้รวมกันซึ่งปรากฏให้
เห็นถึงการแสดงเจตจำนงร่วมกันระหว่างรัฐนั่นเอง
2.การกำหนดความสัมพันธ์ระหว่างกฎหมายระหว่างประเทศ
มีความม่งหมายระหว่างรัฐต่อรัฐ หรือระหว่ารัฐต่อองค์กรระหว่างประเทศ
หรือระหว่างองค์กรระหว่างประเทศด้วยกันเองส่วนกฎหมายภายในมีจุดมุ่งหมายที่
จะกำหนดความสัมพันธ์ระหว่างเอกชนกับรัฐ
หรือเอกชนด้วยกันเองภายในรัฐเท่านั้น
3.โครงสร้างระหว่างกฎหมายภายในกับกฎหมายระหว่างประเทศแตกต่างกัน
โดยที่กฎหมายภายในมีองค์กรต่าง ๆ
เพื่อดำเนินการให้มีลักษณะบังคับให้เป็นไปตามกฎหมายได้
ส่วนกฎหมายระหว่างประเทศขาดกลไกดังกล่าว
มีแต่เพียงบทบาทของรัฐเท่านั้นที่เกี่ยวข้องกับการบังคับให้เป็นไปตามกฎหมาย
ได้อย่างมีประสิทธิภพ
ผลทางกฎหมายกรณีที่กฎหมายทั้งสองระบบมีความขัดแย้งกัน
รัฐในฐานะที่เป็นบุคคลในกฎหมายระหว่างประเทศและฐานะที่เป็นผู้กำหนดกฎเกณฑ์
ของกฎหมายภายในต้องแยกความรับผิดชอบจากกัน คือ
ถ้ากฎหมายภายในที่ขัดต่อกฎหมายระหว่างประเทศก็สามารถบังคับใช้ได้ตามกฎหมาย
ของตนต่อประชาชนภายในรัฐโดยไม่ต้องเปลี่ยนแปลงหรือแก้ไขแต่อย่างใด
แต่ถ้าการบังคับใช้ตามกฎหมายของตนนั้นก่อให้เกิดความเสียหายหรือละเมิดต่อ
รัฐอื่น รัฐในฐานะบุคคลตามกฎหมายระหว่างประเทศจะต้องรับผิดชอบ
การดำเนินกรเพื่อให้กฎหมายระหว่างประเทศมีผลใช้บังคับภายใน
เนื่องจากกฎหมายระหว่างประเทศนี้แยกจากกันโดยเด็ดขาด
ดังนั้นการที่จะทำให้กฎหมายระหว่างประเทศสามารถบังคับใช้ภายในประเทศได้
จะต้องดำเนินการเปลี่ยนหรือแปลงรูปเป็นกฎหมายภายในเสียก่อน
กระบวนการเปลี่ยนกฎหมายระหว่างประเทศให้เป็นกฎหมายภายใน เช่น
การประกาศรับสนธิสัญญา การออกกฎหมายรับรองผลของสนธิสัญญา เป็นต้น
ทฤษฎีเอกนิยม
ทฤษฎีนี้คือ หลักเอกภาพ (Unity)
ของกฎเกณฑ์แห่งกฎหมายทั้งหลาย
โดยที่ไม่เห็นว่ากฎหมายระหว่างประเทศและกฎหมายภายในมีความแตกต่างกันอย่าง
สิ้นเชิง แต่เป็นกฎหมายที่มีการประสานสอดคล้องกันตามลำดับสูงต่ำ
ทั้งนี้ผู้สนับสนุนทฤษฎีนี้ให้เหตุผลว่ากฎหมายทั้งปวงมีเจตนารมณ์ทำนองเดียว
กันเพื่อที่กำหนดระเบียบ หรือกฎเกณฑ์สำหรับการอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข
ไม่ว่าจะเป็นสังคมมนุษย์หรือสังคมระหว่างประเทศตาม
แต่สิ่งที่สนับสนุนแนวความคิด ตามทฤษฎีนี้ไม่เห็นพ้องต้องกันก็คือ
กฎหมายใดมีค่าบังคับสูงกว่ากฎหมายระหว่างประเทศ
กลุ่มนี้ให้ความสำคัญยิ่งต่อความมีอำนาจอธิปไตยของรัฐจึงไม่มีผู้ใดมาบังคับ
รัฐได้นอกจากรัฐจะยินยอมเอง
ดังนั้นการที่กฎหมายระหว่างประเทศจะสามารบังคับใช้ต่อรัฐได้ก็เพราะว่ารัฐ
นั้นมีเจตนายินยอมปฏิบัติตามกฎหมายระหว่างประเทศนั้น เช่น
การเข้าเป็นภาคีของสนธิสัญญาต่าง ๆ เป็นต้น
รวมทั้งกฎเกณฑ์ตามกฎหมายรัฐธรรมนูญโดยทั่วไปจะกำหนดข้อผูกพันต่างๆ
ในการอนุญาตให้รัฐกระทำความตกลงระหว่างประเทศเอาไว้ด้วย
ดั้งนั้นตามความเห็นของกลุ่มนี้ถือว่าเกี่ยวกับเรื่องภายในรัฐ
กฎหมายภายในยอมมีผลบังคับเหนือกว่ากฎหมายระหว่างประเทศ
ถ้ากฎหมายทั้งสองขัดกันจะเลือกปฏิบัติตามกฎหมายภายใน
ฝ่ายที่เห็นว่ากฎหมายระหว่างประเทศมีค่าบังคับสูงกว่ากฎหมายภายใน
ฝ่ายนี้มีความเห็นว่ารัฐทุกรัฐไม่ว่าจะเป็นรัฐเล็กหรือรัฐใหญ่ก็ตาม
มีความเสมอภาคกันทางกฎหมาย
และในสังคมระหว่างประเทศจะต้องมีกฎเกณฑ์เพื่อกำหนดขอบเขตอำนาจของรัฐ
ซึ่งสามารถใช้บังคับได้แก่ทุกรัฐ
และไม่มีรัฐใดมีสิทธิทางกฎหมายดีกว่ารัฐอื่น
ซึ่งกฎเกณฑ์เหล่านี้ย่อมมีค่าบังคับเหนือรัฐต่าง ๆ
และเหนือกว่ากฎหมายภายในของรัฐด้วยกัน
ทั้งนี้ย่อมให้เหตุผลว่ากฎหมายย่อมมีลำดับขั้นตอนจากสูงไปต่ำ
ซึ่งการที่ถือว่ากฎหมายระหว่างประเทศอยู่ในฐานะที่สูงกว่ากฎหมายภายในย่อม
ก่อให้เกิดประสิทธิภพในการบังคับใช้กฎหมายระหว่างประเทศได้อย่างมากผลที่ตาม
มาของความเห็นกลุ่มนี้ทำให้กฎหมายระหว่างประเทศสามารถเข้ามามีผลใช้บังคับ
ภายในรัฐได้โดยไม่จำเป็นต้องผ่านการกระบวนการแปลงรูปกฎหมายแต่อย่างใด
ซึ่งปัจจุบันนี้แนวความคิดของกลุ่มนี้ได้เป็นที่ยอมรับโดยทั่วไป